Thailand News

Tergar Thai
Tergar ThaiOctober 30
สวัสดีทุกท่าน

เนื่องในวันเกิดของท่านมิงจูร์ รินโปเชที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้ เราอยากจะเฉลิมฉลองด้วยการแสดงความขอบคุณสำหรับการสนับสนุน กำลังใจ และคำแนะนำสั่งสอนทั้งหมดที่ท่านได้มอบให้แก่เรา

ขอเชิญทุกท่านร่วมแบ่งปันคำสั้นๆ ของรินโปเช ที่ได้ช่วยชีวิตและช่วยในการฝึกปฏิบัติของคุณ เขียนคำนั้นลงในการ์ดหรือป้าย จากนั้นถ่ายรูปหรือเซลฟี่เพื่อมอบให้รินโปเชในวันเกิดของท่าน – เทอร์การ์ อินเตอร์เนชั่นแนลจะรวบรวมรูปถ่ายไว้ในพรีเซนต์เทชั่นสำหรับวันเกิดอันพิเศษนี้

เพียงใช้แฮชแท็ก #happybdayYMR แล้วโพสต์รูปภาพบนอินสตาแกรมหรือเฟซบุ๊กของคุณ หรือส่งรูปภาพมาที่ media@tergar.org ก่อนวันที่ 16 พฤศจิกายน

Hi everyone,

Mingyur Rinpoche’s birthday is coming up on November 20th, and we’d like to celebrate by expressing our appreciation for all the support, encouragement, and instructions that he has given us.

We invite you to share a few words of his that have helped you in your life and practice. Write them onto a card or sign, then take a picture or a selfie with it for us to give to Rinpoche on his birthday – Tergar International will compile the photos into a special birthday presentation.

Just use the hashtag #happybdayYMR and post the photo on your Instagram or Facebook, or send the photo to media@tergar.org before November 16.
Tergar Thai
Tergar ThaiOctober 29
ถ้าเราพิจารณาความเจ็บปวดหรือความไม่สบายให้เป็นฐานในการภาวนา เราจะสามารถใช้ความรู้สึกเช่นนั้นเป็นตัวพัฒนาความสามารถในการเห็นภาวะกระจ่างได้ ด้วยการเฝ้ามองจิตที่จัดการหาทางออกสารพัดวิธี

– ท่านมิงจูร์ รินโปเช

If we consider pain or discomfort as an object of meditation, we can use such sensations to increase our capacity for clarity, simply through watching the mind deal with various solutions.

– Mingyur Rinpoche
Tergar Thai
Tergar ThaiOctober 27
งานอบรมภาวนาออนไลน์ของเทอร์การ์ เอเชีย ปี 2020
คอร์สชีวิตที่เบิกบาน ระดับที่ 1
สรุปคำสอนวันที่ 3 ของท่านมิงจูร์ รินโปเช

ให้รู้ความคิดนั้น และแค่อยู่กับมัน

การภาวนากับความคิดก็คืออยู่กับความคิดไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นความคิดกุศล เช่น คิดจะช่วยเหลือผู้อื่น หรือความคิดอกุศล เช่น คิดจะทำร้ายผู้อื่น หรือความคิดกลางๆ เช่น ความคิดทั่วไปในชีวิตประจำวัน จะเป็นความคิดอะไรก็ได้ทั้งนั้น

ถ้าเป็นความคิดอกุศล ตราบใดที่คุณยังไม่ลงมือกระทำ กล่าวเป็นวาจาหรือกระทำด้วยกาย จะคิดอะไรก็ไม่สำคัญ เมื่อเราอยู่กับความคิด มันจะกลายเป็นสิ่งที่ช่วยสนับสนุนการภาวนา

ทีนี้ เราจะมาปฏิบัติภาวนากับความคิดด้วยกัน

ขอให้ตั้งหลังให้ตรง ไม่เกร็ง และวางจิตไว้ในความรู้ตัวอันเปิดกว้าง

ทีนี้ ขอให้อยู่กับความคิด... จะเป็นความคิดถึงเรื่องในอดีต ความทรงจำ หรือคิดวางแผนถึงอนาคต หรือคิดถึงปัจจุบันขณะ คิดกุศล กลางๆ หรือคิดอกุศล ก็ได้ทั้งนั้น

ความคิดทั้งหมดนั้นเปรียบเสมือนเมฆบนท้องฟ้า จะเป็นเมฆที่สวยหรือเมฆที่น่าเกลียด จะเป็นพายุหรือฟ้าใส ก็เปลี่ยนท้องฟ้าไม่ได้เลย

ความรู้ตัวคงมีอยู่เสมอ รู้ตัวว่าคิดอกุศล คิดกุศล หรือกลางๆ

ขอให้เราพยายามอยู่กับความรู้ตัวนั้น

จิตอยู่กับความคิด เหมือนกำลังฟังเพลงอยู่ หรือมองดอกไม้อยู่

สุดท้าย ขอให้พักจิตอยู่ในความรู้ตัวอันเปิดกว้างอีกครั้ง

คุณมีประสบการณ์อย่างไรในการดูความคิด

ในการปฏิบัติตอนนี้ เมื่อคุณมองดูความคิด มันจะมีประสบการณ์อยู่สองอย่าง

1. ประสบการณ์แรกคือ ความคิดหายไป

เมื่อคุณดูความคิด มันจะหายไป โดยปกติ เราจะไม่ดูความคิดและสร้างความคิดมากมาย แต่ตอนนี้ เมื่อคุณมองดูความคิด มันจะไม่โผล่มาเลย

นี่เป็นสิ่งที่ดีมาก มันจะมีช่วงไม่กี่วินาทีที่คุณไม่มีความคิดอะไรแต่คุณก็ไม่ได้หลุด มันเป็นช่องว่าง ก็ให้อยู่กับช่องว่างนั้น ไม่จำเป็นต้องมองหาความคิดอีก

ตัวอย่างในเรื่องนี้ก็คือ เหมือนกับคุณกำลังรอรถเมล์อยู่ที่ป้ายรถ ไม่มีรถเมล์มา ทันใดนั้นเอง รถเมล์ก็แล่นมาคันหนึ่ง คุณดีใจมากและพยายามจะขึ้นรถ แต่มันก็เพิ่งออกไป ก็เลยไม่มีรถเมล์อีก เหมือนการภาวนากับความคิด เวลาที่ไม่มีความคิด และคุณกำลังรอให้ความคิดเกิดขึ้น มีความคิดเกิดขึ้นอันหนึ่ง คุณเลยดีใจ และพยายามจะมองดูความคิดนั้น แต่มันก็หายไปอีก

2. ประสบการณ์ที่สองคือ คุณมองเห็นความคิดอยู่

เมื่อคุณมองดูความคิด มันไม่ได้หายไป นี่ก็ดีมากเหมือนกัน ความคิดกลายเป็นสิ่งที่ช่วยสนับสนุนการภาวนาของคุณ

มันเหมือนดูทีวีภายในใจคุณ เมื่อคุณมองจอทีวี ก็จะเห็นหลายสิ่งหลายอย่างผุดขึ้นมา เวลาที่คุณรู้สึกเบื่อ ก็สามารถมาดูจอทีวีสามมิติขนาดใหญ่ ที่กว้าง 360 องศานี้ได้โดยไม่ต้องเสียค่ารายเดือน

แต่ทีวีภายในนี้มีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง คือเรื่องราวในโปรแกรมต่างๆ ค่อนข้างจะน่าเบื่อ โปรแกรมก็เหมือนๆ กันหมด เล่นซ้ำไปซ้ำมา แต่ถ้าคุณสามารถดูโปรแกรมซ้ำๆ ที่น่าเบื่อนี้ได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ผลที่ได้จะไม่เหมือนเดิม คือจิตของคุณจะมั่นคง สงบ และยืดหยุ่นมากขึ้น

ตราบใดทึ่คุณไม่ลืมดู คุณจะมีประสบการณ์ถึงความหลุดพ้น 2 ชนิด

อันที่จริง ตราบใดที่คุณมองดูความคิดต่างๆ ไม่ว่ามันจะอยู่หรือจะหายไปก็ไม่เป็นไร อาตมาได้คิดคำใหม่ขึ้นใช้เรียกสิ่งนี้ว่า ความหลุดพ้น 2 ชนิด

1. ความหลุดพ้นแนวนอน
ความหลุดพ้นแนวนอนหมายความว่า เมื่อคุณมองดูความคิด มันหายไป และเกิดช่องว่างขึ้น ซึ่งจะคั่นอยู่ระหว่างอดีตกับอนาคต นั่นก็คือประสบการณ์ที่ไม่มีความคิดเกิดขึ้น ถ้าคุณสามารถอยู่ในช่องว่างนี้ได้จะดีมาก

2. ความหลุดพ้นแนวดิ่ง

เมื่อคุณมองดูความคิด แล้วมันไม่หายไป แต่คุณก็ไม่ได้จมหายไปในความคิดนั้น มันก็เหมือนการที่คุณสามารถมองเห็นแม่น้ำ ซึ่งหมายความว่าคุณอยู่ข้างนอกแม่น้ำสายนั้น และก็ไม่ได้จมอยู่ในแม่น้ำนั้น ถ้าคุณอยู่ในแม่น้ำ คุณจะมองเห็นแม่น้ำได้ไม่ชัด ตัวอย่างดั้งเดิมที่นิยมใช้กันก็คือ ถ้าคุณอยากจะเห็นภูเขา คุณต้องไปที่ภูเขาอีกลูกหนึ่งจึงจะเห็นภูเขาลูกเดิมได้ ถ้าคุณอยู่ในภูเขา คุณจะไม่สามารถเห็นภูเขาทั้งลูกได้

ดังนั้น ถ้าคุณมองเห็นความคิดได้ แสดงว่าคุณอยู่ข้างนอกความคิดนั้น แต่ความคิดไม่จำเป็นต้องหายไปไหน มันมีช่องว่างแนวดิ่งคั่นอยู่ระหว่างคุณกับความคิดนั้น ซึ่งคือความหลุดพ้นแนวดิ่ง คุณจึงเห็นความคิดได้ ความคิดไม่ได้หายไป แต่คุณก็ไม่ได้อยู่ภายในความคิดนั้น

คุณไม่สามารถควบคุมประสบการณ์ทั้งสองอย่างนี้ได้ เพราะคนเรามีบุคลิกต่างกัน บางคนดูความคิด แล้วความคิดหายไป แต่สำหรับบางคน ความคิดไม่ได้หายไป เพราะฉะนั้น อย่าพยายามมองหาประสบการณ์เจาะจงใดๆ บางทีวันนี้คุณอาจมีประสบการณ์ถึงความหลุดพ้นแนวดิ่ง แต่พรุ่งนี้กลับมีประสบการณ์อีกอย่างหนึ่งก็ได้

ความรู้ตัวมีพลังในการรักษา ชำระ และชี้นำ

เทคนิคนี้น่าอัศจรรย์จริงๆ ตรงที่คุณไม่ต้องทำอะไรเลย แค่อยู่กับมันเฉยๆ แค่รู้ถึงความคิดและอารมณ์นั้นๆ และมันก็จะแปรเปลี่ยนไปเองโดยอัตโนมัติ

ความรู้ตัวจะทำให้จิตของเราเป็นสุข อยู่กับปัจจุบันขณะ สงบ สร้างสรรค์และหลุดพ้น ทุกอย่างนี้จะเป็นเองโดยธรรมชาติ

มีตัวอย่างดั้งเดิมที่ใช้กันมาคือ เมื่อพระอาทิตย์ส่องแสง น้ำค้างแข็งยามเช้าจะละลายไปเอง พระอาทิตย์ไม่ต้องไปคิดว่าจะละลายน้ำค้างแข็ง และน้ำค้างแข็งก็ไม่ต้องร้องขอต่อพระอาทิตย์ สิ่งนี้เกิดขึ้นทันใดและเป็นไปเอง

หรืออีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อพระอาทิตย์สาดแสงมา ความมืดจะถูกกำจัดไปเอง สติรู้ตัวก็เหมือนแสงสว่าง บางครั้งเราเรียกมันว่า “ภาวะกระจ่าง” หรือ “ความประภัสสร” ความรู้ตัวมีพลังในการบำบัดรักษา ชำระให้บริสุทธิ์ และมีพลังตามธรรมชาติที่เผยให้เห็นธรรมชาติพื้นฐานของเรา

----------

2020 Tergar Asia Online Retreat
Joy of Living Level One
Teaching Summary of the third teaching session from Ven. Yongey Mingyur Rinpoche

Be aware of the thought, and just be with it

The thought meditation is to be with any thoughts. It doesn't matter whether it is a positive thought, like thinking to help others, or a negative thought, like harming others, or a neutral thought, like thoughts in the daily life. So any thought is okay.

For negative thoughts, as long as you do not bring that into action - a speech or physical action, it doesn't matter whatever thought it is, when we are being with the thoughts, it could become the support for meditation.

Now we're going to practice the thought meditation together.

Please keep your spine loosely straight. And let's rest your mind in the open awareness.

Now, please be with the thought... the thoughts about the past and the memory, or the thoughts about future plans, or the thoughts about right now. Positive thoughts, neutral thoughts, or negative thoughts, all are okay.

All of them are like the clouds in the sky. Beautiful clouds or ugly clouds, storm or the blue sky with the sun shining, none of these would change the sky.

Awareness is always there. Awareness is with the negative thoughts, the positive thoughts, and the neutral thoughts.

So we try to be with the awareness.

Focus on the thought, just like listening to the song, or watching the flower.

Last, please rest your mind in the open awareness again.

What is your experience of watching thoughts?

In the practice just now, when you watch the thoughts, there would be two experiences.

1. The first experience: thoughts disappear.

When you watch thoughts, they disappear. Normally we don't watch thoughts and have a lot of thoughts. But now when you look at the thought, it doesn't come.

It is very good. There is a few seconds that you cannot find thoughts but you are not lost. That's a gap. So stay with the gap. No need to look for thoughts again.

The example for this is that you are waiting at the bus stop for a bus. There's no bus. And suddenly one bus is coming, and you are so happy and you try to get on the bus. However, it also just left, so there's no bus again. Like in the thought meditation, there is no thought, and you are waiting for thoughts. There is one thought coming. You're quite happy, and try to look at the thought, but then the thought is gone.

2. The second experience: you can see thoughts.

When you look at the thought, it does not disappear. It is also very good. Thoughts become the support for your meditation.

It is like watching your inner television. When you watch television on the screen, so many things are happening there. When you feel bored, you can watch this 360-degree big screen, 3D television without any monthly fee to pay.

But there is one problem with this inner television, which is the stories in the programs are quite boring. The programs are all the same and played again and again. Nevertheless, if you can watch the same and boring program again and again, the result will be different. Your mind would become more stable, peaceful, and flexible.

As long as you remember to Watch, you would experience two types of liberations

In fact, as long as you watch the thoughts, it is okay whether they disappear or not. I have made a new terminology for this, called two types of liberations.

1. Horizontal liberation

Horizontal liberation means when you watch the thought, it disappears, and there's a gap, which is in between the past and the future. That is a non-conceptual experience. And if you could stay in this gap, this is very good.

2. Vertical liberation

When you watch thoughts, they don't disappear but you are not lost in the thoughts. It's like when you can see a river, that means you are out of the river, and are not lost in the river. If you are in the river, you cannot see the river clearly. A traditional example is that if you want to see a mountain, then you have to go to another mountain to see this mountain. If you are in the mountain, you cannot see the whole mountain.

Therefore, if you can see thoughts, that means you are out of the thoughts. But thoughts don't need to disappear. There is a vertical space between you and the thoughts, which is the vertical liberation. So you can see thoughts, thoughts don't disappear but you are not in there.

You cannot control these two experiences, because there are personality differences. Some people look at thoughts, and the thoughts disappear. For some other people, the thoughts don't disappear. So don't try to look for one particular experience. Maybe today you experience the vertical liberation, then tomorrow you experience the other one.

Awareness has a healing, purifying and guiding power

It is a really amazing technique that you don't need to do anything. Just be with it. Just be aware of that thought and emotion, and automatically they will be transformed.

Through awareness, our mind would naturally become happier, present, peaceful, creative, and be liberated.

In the traditional example, once the sun appears, the frost in the morning would naturally melt. The sun doesn't need to think about melting the frost, and the frost doesn't need to ask the sun. This happens spontaneously and automatically.

Or when the sun comes, the darkness is automatically eliminated. Awareness is like the light. Sometimes it is called “Clarity”, or “Luminosity”. Awareness has the power of healing, purification, and the natural power of discovering our fundamental nature.
Tergar Thai
Tergar ThaiOctober 26
งานอบรมภาวนาออนไลน์ของเทอร์การ์ เอเชีย ปี 2020
คอร์สชีวิตที่เบิกบาน ระดับที่ 1
สรุปคำสอนวันที่ 2 ของท่านมิงจูร์ รินโปเช

สติรู้ตัวก็อยู่กับเราตลอดเวลา แต่ทำไมเราถึงไม่ได้มีการภาวนาอยู่ตลอดเวลา

ทุกคนมีความรู้ตัวทั้งนั้น เพราะสติรู้ตัวก็อยู่กับเราตลอดเวลา แล้วทำไมเราถึงไม่ได้ภาวนาอยู่ตลอดเวลา

เมื่อเราไม่มีสติรู้ตัว ถึงแม้เราจะมีคุณสมบัตินั้นอยู่ในตัว แต่มันก็ถูกปกปิดอยู่ ไม่มีประโยชน์อะไรกับเรา

ถ้าคุณมีนาฬิกาที่ดีที่สุดในโลกแต่คุณไม่รู้ว่ามันคืออะไร คุณคิดว่ามันเป็นแค่กำไลข้อมือ ถึงแม้คุณจะใส่นาฬิกาเรือนนั้น แต่คุณไม่รู้วิธีอ่านเวลาได้ นาฬิกาก็จะบอกเวลาคุณไม่ได้เหมือนกัน เมื่อคุณรู้ว่ามันมีประโยชน์อย่างไร มันถึงจะมีค่า และมีประโยชน์ในการบอกเวลาให้คุณรู้

เพราะฉะนั้น การรู้ถึงคุณลักษณะที่เรามีอยู่ในตัวจึงเป็นสิ่งสำคัญจริงๆ คอร์สชีวิตเบิกบานระดับที่ 1 ส่วนใหญ่จะมุ่งช่วยให้เราตระหนักถึงความรู้ตัวที่เรามีอยู่แล้ว ระดับที่ 2 จะเน้นความเมตตาและความกรุณาเป็นหลัก และระดับที่ 3 จะเน้นการค้นให้พบปัญญาญาณภายในตัวคุณเอง การตระหนักรู้ถึงคุณลักษณะเหล่านี้จะทำให้คุณลักษณะเหล่านี้แสดงออกมาได้อย่างแท้จริง

คุณมีประสบการณ์ในการภาวนาอย่างไหน 1 ใน 4 ข้อนี้

อาตมามีคำถามจะถามว่า คุณมีประสบการณ์ในการภาวนาอย่างไร

1. ฉันมักรู้สึกซึมเซาและบางครั้งก็ง่วง
2. เกิดความคิดหรืออารมณ์มากขึ้น
3. ฉันไม่รู้ว่าตัวเองกำลังภาวนาอยู่หรือเปล่า
4. ฉันมีสติรู้ตัวอยู่

สำหรับสถานการณ์ที่ 1

ถ้าคุณมักรู้สึกเซื่องซึมและง่วง ก็ให้อยู่กับมันไป และภาวนากับความง่วง ซึ่งจะต้องใช้ความง่วง ซึมเซาและอยากนอน เมื่อคุณรู้สึกง่วง ก็ให้อยู่กับความง่วงงุน ความรู้สึกมึนตื้อและหนักทึบ คุณไม่ต้องไปเปลี่ยนหรือควบคุมอะไรทั้งนั้น แค่อยู่กับมัน แล้วความรู้สึกทั้งหมดนี้จะกลายเป็นฐานสำหรับการภาวนาของคุณ

สถานการณ์ที่ 2

ถ้าคุณเกิดความคิดและอารมณ์มากขึ้น คุณสามารถใช้ความคิดและอารมณ์นั้นๆ มาเป็นฐานสำหรับการภาวนาของคุณได้ด้วย โดยปกติแล้ว เมื่อเราภาวนาในตอนเริ่มแรก เราจะรู้สึกเหมือนตัวเองยิ่งเกิดความคิดและอารมณ์มากขึ้น นั่นเป็นสัญญาณที่ดี เหมือนแม่น้ำที่ขุ่นข้น เราจะมองไม่เห็นปลาหรือก้อนหินในน้ำเลย เมื่อสายน้ำเริ่มนิ่งและใสขึ้น เราถึงจะเห็นปลาและก้อนหินในน้ำ นี่ก็เหมือนกัน เมื่อคุณภาวนา จิตของคุณจะสงบและใสขึ้น คุณจึงเห็นความคิดและอารมณ์ได้มากขึ้น

สถานการณ์ที่ 3

ถ้าคุณไม่รู้ว่าตัวเองภาวนาอยู่หรือเปล่า ก็ให้คุณอยู่กับความรู้สึกไม่แน่ใจนั้น ตราบใดที่คุณรู้ว่าตัวเองไม่รู้ นั่นก็คือมีสติรู้ตัว และเป็นการภาวนาเหมือนกัน

สถานการณ์ที่ 4

ถ้าคุณมีสติรู้ตัวอยู่ได้ แสดงว่าดีมาก ยอดเยี่ยมเลย

เมื่อคุณสามารถใช้ทุกสิ่งทุกอย่างมาเป็นฐานสำหรับการภาวนาได้ คุณจะสามารถหลุดพ้นได้จากเหตุทั้งหลายแห่งทุกข์ ความตึงเครียด และความทรมาน นั่นแหละคือการเปลี่ยนแปลงและการหลุดพ้นได้ด้วยตัวเอง

ถ้าคุณมองหาความสุข และพยายามจะขจัดการไม่มีความสุขให้หมดไป เมื่อนั้นความสุขของคุณก็จะเหมือนกับตลาดหุ้นที่ขึ้นๆ ลงๆ อยู่เสมอ แต่ถ้าคุณสามารถจะสุขได้กับความสุข และก็สุขได้กับการไม่มีความสุข เมื่อนั้น เราจะพบความสุขที่ยั่งยืนแท้จริง

เรื่องราวของท่านรินโปเชและเพื่อนเก่าของท่าน

อาตมามีอาการตื่นตระหนกตอนที่อายุได้ 7 หรือ 8 ขวบ ตอนนั้น อาตมาอยากจะสู้กับความตื่นตระหนกนี้และแก้ให้หาย ตอนที่อาตมาปีนเขา ความตื่นตระหนกก็ตามอาตมาไปด้วย ตอนที่อาตมาเข้าไปในป่าลึก มันก็ตามอาตมาไปเหมือนกัน ตอนที่เล่นกับเพื่อนๆ มันก็ตามไปด้วย

แล้วท่านแม่ก็แนะให้อาตมาเรียนภาวนาจากท่านพ่อของอาตมา อาตมาจึงเริ่มเรียนภาวนาเมื่ออายุ 9 ขวบ เนื่องจากอาตมาอยากจะรักษาอาการตื่นกลัวให้หาย ตอนที่ฝึกภาวนากับเสียงก็จะบอกมันว่า “ไปให้พ้นนะ ฉันกำลังภาวนากับเสียงอยู่” บางครั้งก็ได้ผล แต่บางครั้งความตื่นกลัวก็รุนแรงขึ้น

ท่านพ่อของอาตมาบอกว่า “อย่าไปสู้กับความตื่นกลัว ต้อนรับมันเลย” พอตอนที่อาตมาเริ่มทำสมาธิ ก็บอกกับมันว่า “สวัสดีนะ ความกลัว ฉันขอต้อนรับแก” มันก็ช่วยได้ ความกลัวเริ่มลดลง แต่ลึกๆ ในใจ อาตมาก็ยังอยากจะแก้ให้มันหายไป ถึงจะบอกว่าต้อนรับมัน แต่จริงๆ แล้วกลับคิดว่า “ถ้าฉันต้อนรับแกแล้ว แกคงไม่มาอีกนะ” แรงจูงใจยังคงเดิม มันจึงเป็นเหมือนเสแสร้งต้อนรับ แต่แม้ว่าจะเป็นการเสแสร้งแกล้งทำ มันก็ช่วยได้มาก

ตอนที่อาตมาอายุ 13 ปี ก็ไปเข้าปฏิบัติวิเวกเป็นเวลา 3 ปี เดือนแรก ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี พอเดือนแรกผ่านไป อาตมาเริ่มรู้สึกขี้เกียจ ตามมาด้วยความตื่นกลัว อาการตื่นกลัวเริ่มแย่ลงและรุนแรงขึ้นในการปฏิบัติวิเวก

อาตมาเกิดความคิดที่จะเลิกปฏิบัติแต่ก็รู้สึกละอาย เพราะได้บอกเพื่อนๆ ทุกคนแล้วว่าจะปลีกวิเวก 3 ปี แต่ถ้าอาตมาจะอยู่ให้ครบ 3 ปี ก็จะต้องทรมานอยู่อย่างนี้ไปอีก 2 ปีกว่าๆ

ในที่สุด อาตมาก็ตัดสินใจปลีกวิเวกต่อ เมื่อนั้นเองที่อาตมารู้สึกปล่อยวาง เลิกสู้กับอาการตื่นกลัวและยอมรับมันจากใจจริงๆ อาตมาจึงใช้อาการตื่นกลัวนี้มาเป็นฐานสำหรับภาวนา อีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา อาการตื่นกลัวกับอาตมาก็เริ่มสนิทกัน อาการยังเป็นอยู่ บางครั้งหัวใจอาตมาจะเต้นรัว ลำคอแข็งทื่อ เหงื่อแตกและปวดหัว ร่างกายรู้สึกไม่สบายเลย แต่อาตมากลับรู้สึกตื่นเต้นและจิตใจเป็นสุข เพราะสามารถมองดูประสบการณ์ต่างๆ เหล่านี้ที่กำลังเกิดขึ้นในร่างกาย และความกลัวก็ทำอะไรอาตมาไม่ได้อีกต่อไป ในที่สุดเราก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ความตื่นกลัวกล่าวอำลาและจากไป

แม้อาตมาจะเสียเพื่อนคือความกลัวไป แต่ก็ได้เพื่อนใหม่มา เพราะเราทุกคนต่างก็มีปัญหาและความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้นซึ่งเป็นกันทั้งโลก อันที่จริง คุณสามารถเป็นเพื่อนได้กับทุกปัญหา หรือความทุกข์ความทรมานทุกอย่าง และใช้มันเป็นเครื่องช่วยในการภาวนาได้ทั้งนั้น

ชีวิตอาตมาก็ยังขึ้นๆ ลงๆ อยู่เสมอใน (ความจริง) ระดับสมมติ แต่ระดับลึกๆ ในจิตของอาตมาแล้ว มักจะมีความสงบสุข ความมั่นใจ และรู้สึกขอบคุณอยู่เสมอ

----------

2020 Tergar Asia Online Retreat
Joy of Living Level One
YMR Second Teaching Summary

We have awareness all the time, but why are we not meditating all the time?

Everybody has awareness. Since awareness is with us all the time, why are we not meditating all the time?

When we have not recognized awareness, even though we have that quality within us, it is hidden from us. It is not beneficial for us.

If you had the best watch in the world but you don't know what it is, you thought it is just a bracelet. Therefore, even though you are wearing it, you do not know how to read the time from it, and the watch cannot tell you the time either. Once you recognized what it is, it becomes valuable, and beneficial for you to check the time.

Therefore, to recognize our innate qualities is really important. Joy of Living level 1 mainly focuses on helping us to recognize the awareness within us; level 2 mainly focuses on love and compassion; and level 3 mainly focuses on discovering the wisdom within you. Through the recognition of these qualities, they can truly manifest.

Which one of the four meditation experiences do you have?

I have a question for you. What is your meditation experience?

1. I always feel dull and sometimes sleepy.
2. My thoughts or emotions are getting more.
3. I don't know whether I'm meditating or not.
4. I can be with the awareness.

For the first situation:

If you feel that you are always dull and sleepy, be with that, and do sleeping meditation, which includes sleepiness, dullness, and drowsiness. When you feel sleepy, be with the sleepiness, the fuzzy, foggy, and heavy feelings, and you don't need to change or control anything. Just be with them. Then all these feelings become the support for your meditation.

For the second situation:

If there are more thoughts and emotions, you could use the thoughts and emotions as the support for your meditation too. Normally when we meditate, at the beginning, we would feel like we have more thoughts and emotions than before. That is a good sign. It is like a muddy river. We cannot see the fish or rocks in the water. When the river becomes calmer and clearer, we can see the fish and rocks in it. This is the same. When you meditate, your mind would become calmer and clearer, so you could see more thoughts and emotions.

For the third situation:

If you don't know whether you are meditating or not, then you just be with this feeling of uncertainty. As long as you know that you don't know, that is awareness. So that has become meditation too.

For the fourth situation:

If you can be with the awareness, that is great, wonderful.

When you could use everything as the support for your meditation, then you could be liberated from the causes of suffering, tension, stress, and pain. That is transformation and self-liberation.

If you are looking for happiness, and trying to get rid of unhappiness, then your happiness would be like the stock market, which is always up and down. However, if we can be happy with the happiness, and also be happy with the unhappiness, then we will discover the real long-lasting happiness.

Rinpoche's story with his old friend

I had panic attack when I was 7 or 8 years old. Back then, I really wanted to fight with the panic and get rid of it. When I was hiking in the mountain, the panic would follow me up there. When I went down to the deep forest, the panic followed me down there. When I played with my friends, the panic followed me there too.

Then my mom suggested me learning meditation from my father. I started to learn meditation when I was 9 years old. Because I really wanted to get rid of the panic, when I practiced sound meditation, I would say to the panic that“Get out! I am meditating on the sound.“ Sometimes this worked but sometimes the panic became stronger.

My father told me,“Don't fight with the panic. Welcome the panic.” Then when I meditated, at the beginning, I said“Hello, panic. Welcome.“ It helped. The power of the panic became less. However, deep down in my mind, I still wanted to get rid of it. I was saying welcome but indeed I was thinking,“If I welcome you, you will not come back again.” The motivation was the same, so it was a fake welcome. Although even it was a fake welcome, it helped a lot.

When I was 13 years old, I went to the three years retreat. In the first month, it was very good. After one month, the laziness came into my retreat. And then it brought the panic as well. My panic became worse and bigger in the retreat.

I had thought of leaving the retreat but I felt embarrassed because I have told all my friends about this three-year retreat. However, if I stayed in the retreat, I had to stay for more than 2 years.

In the end, I decided to stay in the retreat. Then I really let go of the fighting with the panic and accept it from my heart. And then I used my panic as the support for my meditation. A few weeks later, my panic and I became very good friends. The symptoms were still there - my heart sometimes beat fast; there was tightness around my neck; I had sweat and headache; and unpleasant sensations came into my body. Nevertheless, I felt quite excited and happy from my mind, as I could watch these experiences in my body and the panic could no longer affect me. However, when we finally became very good friends, the panic said bye-bye and was gone.

Although I lost one friend, my panic, but I have new friends, because we all have problems and sufferings, which are international. Actually, you can make friends with any problem, or suffering, or pain, and use them as the support for meditation.

In my life, there are always ups and downs, which are at the relative level. At the deeper level of my mind, there is always a sense of peace, confidence, and gratitude.
Tergar Thai
Tergar ThaiOctober 25
งานอบรมภาวนาออนไลน์ของเทอร์การ์ เอเชีย ปี 2020
คอร์สชีวิตที่เบิกบาน ระดับที่ 1
สรุปคำสอนวันแรกของท่านมิงจูร์ รินโปเช

จุดประสงค์ของคอร์สชีวิตที่เบิกบานนี้คืออะไร?
โดยปกติแล้ว มีประเด็นสำคัญอยู่สองอย่าง อย่างแรกก็คือ เพื่อค้นพบคุณลักษณะพื้นฐานของเราเอง ซึ่งก็คือการรู้จักตัวเอง ประเด็นสำคัญอย่างที่ 2 ก็คือการเปลี่ยนแปลงตัวเอง การหลุดพ้นด้วยตัวเอง หมายถึงการใช้ทุกอย่าง (ที่เรามี) เช่น สิ่งที่เราเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส สัมผัส รวมทั้งความคิดและอารมณ์ของเราด้วย นั่นก็คือวัตถุ (ในการภาวนา) ของประสาทสัมผัสทั้งห้า รวมถึงความคิดและอารมณ์ที่อยู่ในจิต มาเป็นฐานสำหรับความสุขภายในและเป็นฐานสำหรับความเบิกบาน โดยทั่วไปแล้ว เวลาเราปฏิบัติภาวนาก็จะมีประเด็นสำคัญ 3 อย่างที่ต้องระลึกถึง คือ

1. ทัศนะ จากระดับของความรับรู้ ระดับของสติปัญญา เพื่อทำความเข้าใจถึงความหมาย

ประการแรก มันคือสิ่งที่เราเรียกว่าความรู้ตัว สติรู้ตัวคือแก่นแท้ของการภาวนา ถ้าเราเชื่อมโยงได้กับสติรู้ตัว และตระหนักถึงความรู้ตัวของเราเอง และถ้าเรารู้วิธีดำรงความรู้ตัวนี้ไว้ได้ นั่นก็คือการปฏิบัติภาวนา

ความรู้ตัวนี้เป็นสิ่งที่วิเศษ ธรรมชาติของความรู้ตัวนั้นเป็นอิสระ บริสุทธิ์ คงอยู่เสมอ และอยู่กับเราตลอดเวลา อาตมาก็มีความรู้ตัวในขณะนี้ คุณก็มีความรู้ตัวในขณะนี้ ทุกคนต่างมีความรู้ตัวทั้งนั้น

เรามักเปรียบความรู้ตัวว่าเป็นเหมือนท้องฟ้า สิ่งที่เรามี เช่น ความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ความทรงจำ ความรับรู้ เหล่านี้เปรียบเสมือนเมฆบนท้องฟ้า ไม่ว่าเมฆจะหนาแน่นแค่ไหน หรืออากาศจะแปรปรวนอย่างไรในท้องฟ้า บางครั้งอาจเกิดพายุไต้ฝุ่น เฮอริเคน ฟ้าแลบ ลมแรง หรือมลพิษ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในท้องฟ้า คุณลักษณะธรรมชาติของท้องฟ้าก็ไม่เปลี่ยนไปตามภูมิอากาศหรือมลพิษ คุณไม่สามารถจะเผาท้องฟ้า ยิงท้องฟ้า หรือปิดกั้นท้องฟ้าได้

ดังที่อาตมาได้กล่าวไว้ตั้งแต่ต้นว่า จุดประสงค์ของคอร์สชีวิตที่เบิกบานก็คือ เพื่อค้นพบธรรมชาติพื้นฐานของคุณ คุณไม่ต้องไปสร้างอะไรทั้งนั้น ไม่ต้องไปขจัดสิ่งที่ไม่ดีทิ้งไป หรือควบคุมอะไรทั้งนั้น คุณแค่ต้องค้นให้พบสิ่งนี้ในตัวของคุณเอง

ทีนี้ อาตมาอยากจะชี้ให้คุณรู้จักความรู้ตัว ในแง่หนึ่งแล้ว การจะแนะนำให้รู้จักความรู้ตัวก็ยากเหมือนกัน ทำไมน่ะหรือ ที่ยากก็เพราะมันง่ายเกินไป และใกล้ตัวเกินไป มันใกล้จนเรามองไม่เห็น มันง่ายจนเราไม่อยากเชื่อ

แล้วความรู้ตัวคืออะไร? มันก็คือจิตของคุณนั่นแหละ บางครั้งเราเรียกมันว่า “ตัวรู้” “ความชัดใส” และ “ความรับรู้” คุณเห็นมือของอาตมาไหม ถ้าคุณมองเห็นมือของอาตมาในจอภาพ นั่นแหละคือความรู้ตัว คุณได้ยินเสียงที่อาตมาดีดนิ้วไหม ถ้าคุณได้ยิน นั่นก็คือความรู้ตัว เพราะฉะนั้น ความรู้ตัวหมายถึงการรู้ รู้ว่าคุณกำลังคิดอะไรอยู่ รู้สึกอะไรอยู่ และทำอะไรอยู่ นั่นแหละคือความรู้ตัว

2. การภาวนา เชื่อมโยงในระดับของความรู้สึกและประสบการณ์

อาตมาได้พูดไปแล้วว่า มีทัศนะ การภาวนา และการประยุกต์ใช้ เราจบเรื่องทัศนะไปแล้ว ทีนี้เราจะมาปฏิบัติภาวนาด้วยกัน

ภาวนาอย่างไร มีประเด็นสำคัญอยู่ 2 ข้อ ข้อหนึ่งคือใช้ร่างกาย ประเด็นสำคัญข้อที่ 2 คือใช้จิต

ใช้ร่างกาย สิ่งสำคัญอย่างแรกคือ ให้ตั้งแนวสันหลังให้ตรงแบบไม่เกร็ง อยู่ในแนวกึ่งกลาง และผ่อนคลาย
คออาจจะโน้มไปข้างหน้านิดหนึ่ง ให้ลำคอรับน้ำหนักของศีรษะ
และประสานมือทั้งสองเข้าด้วยกัน มือหนึ่งอยู่บน อีกมือหนึ่งอยู่ล่าง และวางไว้บนตัก หรือจะใช้อีกท่าหนึ่งก็ได้ เหมือนแตะพื้นดิน คือวางฝ่ามือแต่ละข้างคลุมหัวเข่าไว้
ถ้าเป็นไปได้ ก็ให้นั่งขัดสมาธิ แต่ถ้าคุณขัดสมาธิลำบาก จะนั่งบนเก้าอี้ก็ได้ ถ้าเลือกนั่งบนเก้าอี้ ก็ให้เท้าทั้งสองแตะพื้น
และหลับตาตามสบาย

ประเด็นที่ 2 ก็คือใช้จิต จิตของคุณจะต้องรู้สึกถึงร่างกาย อยู่กับกาย หรือสังเกตร่างกาย ความหมายคืออย่างเดียวกัน (กับวิธีแรก) ให้เลือกทำวิธีที่คุณรู้สึกเชื่อมโยงได้มากกว่า เมื่อคุณรู้สึกถึงร่างกาย ให้ผ่อนคลายตั้งแต่ศีรษะไปจนถึงปลายเท้า ให้มีความรู้สึกตัวและเฝ้าดูร่างกาย

ทีนี้เราจะมาปฏิบัติด้วยกัน

ขอให้ตั้งท่าทางร่างกายให้ถูกต้อง หลับตา
ทีนี้ให้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกาย
ผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ศีรษะ ใบหน้า และลำคอ
ผ่อนคลายไหล่ หลังส่วนบน และหลังส่วนล่าง
ผ่อนคลายหน้าอกและท้อง แขนและขา
ดังที่อาตมาได้พูดไปแล้วว่า ถ้าคุณผ่อนคลายไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร ให้อยู่กับความรู้สึกที่ว่าผ่อนคลายไม่ได้นั้น
ยอมรับและปล่อยให้เกิดความรู้สึกที่ว่าผ่อนคลายไม่ได้ อันที่จริง นั่นแหละคือการผ่อนคลายแล้ว และนั่นก็คือการเปิดกว้างและยอมรับ
ทีนี้ให้รู้สึกถึงน้ำหนักของร่างกาย เมื่อคุณผ่อนคลาย จะรู้สึกได้ถึงแรงโน้มถ่วง นั่นคือน้ำหนักของร่างกาย
ไม่ต้องไปกังวลว่าคุณทำถูกหรือทำผิด ทำถูกก็คือความรู้ตัว ทำผิดก็เป็นความรู้ตัวเหมือนกัน
ไม่ว่าความคิดและอารมณ์อะไรจะผ่านเข้ามา เหมือนลิง ปล่อยให้มันผ่านเข้ามา และผ่านออกไป
ความคิดและอารมณ์เกิดขึ้นภายในสติรู้ตัว และสลายไปภายในสติรู้ตัว เหมือนเมฆที่ลอยไปในท้องฟ้า อยู่ในท้องฟ้า และสลายกลับเข้าไปในท้องฟ้า
รู้สึกดีจริงๆ คุณรู้สึกเป็นอิสระ คุณไม่ต้องไปปิดกั้นสิ่งไม่ดีไหนเลย ไม่ต้องไปสร้างสิ่งดีๆ อะไรเลย รู้สึกดีจริงๆ
คุณไม่ต้องเสแสร้งแสดงเป็นใคร ไม่ต้องทำตัวให้เหมือนใครเลย แค่เป็นตัวเอง เป็นอิสระ คุณมีอิสรภาพ คุณลักษณะพื้นฐานของคุณคือความรู้ตัวนั้น ซึ่งเป็นอิสระและบริสุทธิ์อยู่เสมอ
ทีนี้ ให้ค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ

นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่าการภาวนาถึงความรู้ตัวในกาย
ความรู้ตัวในกายนี้เป็นสิ่งที่สำคัญทีเดียวในตอนเริ่มต้น โดยทั่วไปแล้ว จิตของเราจะล่องลอยอยู่ในท้องฟ้า เหนือตัวคุณ และมักจะไปหาอดีตบ้าง อนาคตบ้าง เราไม่รู้จักวิธีมีสติอยู่กับกายในปัจจุบันขณะนี้

3. การประยุกต์ใช้ คือการนำทัศนะและการภาวนามาประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน และเปลี่ยนแปลงนิสัยความเคยชินของเรา
เมื่อการสอนวันนี้จบลง คุณจะมีการบ้านสองอย่าง

อย่างแรกก็คือให้ภาวนาตามรูปแบบ หมายถึงให้คุณปฏิบัติภาวนาเต็มรูปแบบพร้อมบทอุทิศกุศล ขอให้ดูที่กำหนดการของช่วงต่างๆ ในงานอบรมภาวนานี้ และพยายามปฏิบัติภาวนาให้เต็มที่ตามคำแนะนำของช่วงนั้นๆ เมื่อคุณปฏิบัติภาวนาในระหว่างช่วงต่างๆ อย่าใช้สมาร์ทโฟน ดูโทรทัศน์ ติดต่อกับคนอื่นๆ ขอให้ปิดวาจา นั่นคือการภาวนาตามรูปแบบ

อีกอย่างหนึ่งก็คือการภาวนานอกรูปแบบ สำหรับการภาวนานอกรูปแบบนี้ คุณสามารถภาวนาได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกสถานการณ์ คุณจะภาวนาระหว่างเดิน กินอาหาร ดูโทรทัศน์ ใช้สมาร์ทโฟน ขับรถ ทำงานในที่ทำงาน หรือระหว่างออกกำลังกายก็ได้ คุณสามารถปฏิบัติในสถานที่ไหนก็ได้ เวลาไหนก็ได้ เป็นระยะเวลาสั้นๆ โดยทั่วไปแล้วคุณไม่สามารถจะมีสติรู้ตัวได้ต่อเนื่องนานๆ เพราะคุณจะลืมง่าย นั่นเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อปฏิบัติภาวนานอกรูปแบบ ฝึกสติรู้ตัวได้หลายๆ วินาทีก็ถือว่าดีมากและใช้ได้แล้ว

----------

2020 Tergar Asia Online Retreat
Joy of Living Level One
YMR First Teaching Summary

What is the purpose of the Joy of Living course?
Normally they are two important points here. First, it's to discover our fundamental quality, that is to recognize who we are. The second important point is self-transformation, self-liberation. It means using everything, what we see, hear, smell, taste, sense, and our thoughts and emotions, that is the objects of the five senses as well as thoughts and emotions in the mind, as support for inner well-being and support for happiness.
Normally when we practice meditation, there are 3 important points to note.

1. View - from the cognitive level, intellectual level, to understand what the meaning is.

First of all, it is what we call awareness. Awareness is the essence of meditation. If we connect with awareness and recognize our own awareness, and if we know how to be with that, then this is the practice of meditation.

And this awareness is wonderful. The nature of this awareness is free, pure, always present, and always there with us. I have awareness now. You have awareness right now. Everybody has awareness.

The traditional example of awareness is like the sky. And what we have - the thoughts, emotions, feelings, memories, perception- are like the clouds in the sky. No matter how strong the clouds are or the weather changes in the sky, maybe sometimes there is typhoon, hurricane, lightening, wind, or pollution, whatever that happens in the sky, the natural quality of the sky cannot be changed by the weather or pollution. You cannot burn the sky, shoot the sky, nor block the sky.

As I mentioned at the beginning, the purpose of the Joy of Living is to discover your fundamental nature. You do not have to create anything, get rid of bad ones, or control anything. You just need to discover this within you.

Now I would like to introduce awareness to you. In a way, it's quite difficult to introduce awareness. Why? It is difficult because it is too easy and too close. Too close that we cannot see it; too easy that we cannot believe it.

So what is awareness? It's your own mind. Sometimes we call it “knowingness”, “clarity”, and “cognition”. Can you see my hand? If you can see my hand on the screen, that is awareness. Can you hear my snapping of fingers? If you can hear this, that is awareness. So awareness means knowing. Knowing what you are thinking, feeling, and doing, that is awareness.

2. Meditation - connected with the feeling and experiential level

As I mentioned before, there are view, meditation, and application. So now view is finished and now we have to practice meditation together.

How to meditate? There are two important points. One is with the body, and the second important point is with the mind.

With the body, the first important thing is to keep your spine loosely straight, just in the center, and relax.
And the neck can bent a little bit forward, like the weight of the head rests on your neck.
And join both hands together, one on top of the other, and rest them on your lap, or you can do another posture, like resting earth, by covering your knees with palms facing down.
If possible, sit with crossed legs. If you have difficulty crossing your leg, you can sit on a chair. And if you use chair, then both of your feet have to touch the ground.
And close your eyes naturally.

And the second point is about the mind. So your mind needs to feel your body, be with your body, or observe your body. The meanings are the same and do the one you feel more connected. When you feel the body, relax from head to toe. Be aware and watch the body.

Now we're going to practice this together.

So please keep your body posture. Close your eyes.
Now relax muscles in your body.
Relax muscles in your head, face, and neck.
Relax your shoulder, upper back, and lower back.
Relax your chest and stomach, arms and legs.
And as I mentioned before, if you cannot relax, it is totally fine. Be with that feeling of cannot relax.
Accept and allow that feeling of cannot relax. And actually, that is relaxation. And that is the openness and acceptance.
Now feel the gravity in your body. When you relax, there is some gravity. There is weight in the body.
And do not worry if you are doing it right or wrong. Doing right is awareness; doing wrong is also awareness.
And whatever thought and emotion comes, like monkey, let them come, and let them go.
Thought and emotion come within the awareness, and dissolve within the awareness. Just like clouds come into the sky, stay in the sky, and dissolve back to the sky.
So it is really wonderful. You are free. You do not have to block any bad things. You do not have to make any good things. How wonderful!
And you do not need to pretend to be anybody. You do not have to act to become someone. Just be yourself, be free. You are free. Your fundamental quality, the awareness, is always free and pure.
Now slowly open your eyes.

So this is what we call the meditation of awareness of the body.
This awareness of the body at the beginning is quite important. Normally our mind is up in the sky, and above you, and then go to the past and future. We do not know how to be here and now with the body.

3. Application - bring the view and meditation into everyday life situation and change our habit
When finish the teaching today, you have two homework.

One is the formal meditation, meaning you do the full time dedicated meditation in a session. So please look at the schedule of all the sessions during the retreat and try your best to do the meditation sessions accordingly. And when you meditate in the sessions, you do not play with your smart phone, watch the television, communicate with others, but be silent. So that is the formal meditation.

The other one is the informal meditation. For the informal meditation, you can meditate everywhere, any time, with any circumstances. You can meditate while you're walking, eating, watching the television, looking at your smart phone, driving, at your workplace, or doing physical exercise. So, you can practice everywhere, anytime, with short duration. Normally you cannot be with the awareness for a long time as you will forget easily. That is totally okay. When practicing informal meditation, several seconds of awareness is good and totally okay.